เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis หรือ Blepharoptosis)

พบได้ทุกเพศ ทุกวัย  อาจเป็นข้างเดียวหรือ 2 ข้างก็ได้  อาจเกิดตั้งแต่กำเนิด (Congenital) หรือเกิดขึ้นภายหลัง (Acquired) ก็ได้    บางครั้งหนังตาตก  2  ข้างไม่เท่ากันก็ได้    บางคนฉีดโบโทลินุ่มท็อกซินหน้าผากแล้วหนังตาตกมากกว่าเดิม   บางคนทำตา 2 ชั้นด้วยเทคนิคปกติทั่วไปแล้วแย่ลงกว่าเดิม  หรือชั้นตาไม่เท่ากันมากขึ้นกว่าเดิม    Ptosis เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เป็นผลแบบนั้นได้ 

ถ้าหากไม่ทราบว่าเรามี Ptosis ก่อนการผ่าตัด ปัจจุบันเราพบภาวะนี้บ่อยมากขึ้นเรื่อย ๆ    และมักจะเข้าใจสับสนและแยกไม่ออกจากภาวะหนังตาเกินหรือหย่อนคล้อย (Dermotochalasis)

Ptosis คือ อะไร ?

Ptosis เป็นเพียงอาการของความผิดปกติที่เกิดขึ้น   จากความผิดปกติของกลไกอันใดอันหนึ่งของการยกหนังตาขึ้นขณะลืมตาได้แก่ สมองส่วน (Midbrain)  เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 (Cranial Nerve III)  รอยต่อ (Neuromuscular Junction) ระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อยกหนังตา (Levator Palpebrae Superioris) ผังพืดส่วนต่อขยายจากกล้ามเนื้อยกหนังตา (Levator Aponeurosis) ซึ่งยึดระหว่างกล้ามเนื้อและ (Tarsal Plate) ของเปลือกตา (Eye Lid) และกล้ามเนื้อ Muller Muscle ดังนั้นการตรวจเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง มีความผิดปกติเกิดตรงจุดไหนของกลไกที่ควบคุมในการยกหนังตาบนขึ้นจึงมีความสำคัญต่อทางเลือกในการแก้ไขปัญหาอย่างยิ่งครับ

กลไกการควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อยกหนังตา (Upper Eyelid Elevation Control)

ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis)

Mid - Brain

สมองส่วนกลาง

ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis)

Cranial Nerve III

เส้นประสาทสมองคู่ที่ 3

ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis)

Levator Complex

กล้ามเนื้อยกหนังตา

  • เวลาเราลืมตาสมองก็จะส่งกระแสประสาท ผ่านเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 ไปสู่กล้ามเนื้อยกหนังตา (Levator Palpebrae Superioris)
  • กล้ามเนื้อยกหนังตาก็จะหดเกร็ง (Contraction) ส่งผลให้หนังตาบนยกขึ้น
  • เวลาเราหลับตา สมองก็จะส่งกระแสประสาทผ่าน ทางเดียวกันให้กล้ามเนื้อคลายตัว (Relaxation) หนังตาบนก็จะตกลงปิดลูกตา

กล้ามเนื้อยกหนังบน (Levator Complex)

ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis)

ประกอบด้วย 3 ส่วน คือ

  1. Levator Palpebrae Superioris
  2. Levaror Aponeurosis
  3. Muller Muscle

รู้ได้อย่างไรว่า เรามี Ptosis

เราจะสังเกตุง่าย ๆ นะครับ ในท่าที่มองตรง สบายๆ (แต่ต้องปลอดจากฤทธิ์ของ Botulinum Toxin บริเวณรอบตาและหน้าผากนะครับ)  ในคนปกติขอบหนังตาบนจะปิด ขอบบนของตาดำเพียง 1 มิลลิเมตร หรือ 2 มิลลิเมตรในคนสูงวัย แต่ถ้ามันตกลงมาปิดตาดำมากขึ้นกว่านี้ ก็ถือว่าเรามีภาวะ “ Ptosis ” แล้วครับ จะตกลงมาปิดมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ Ptosis

ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis)

ภาวะปกติสำหรับคนทั่วไป (General)
ขอบล่างของหนังตาบนจะคลุมตาดำไม่เกิน 1 มม.

ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis)

ภาวะปกติสำหรับคนทั่วไป (General)
ขอบล่างของหนังตาบนจะคลุมตาดำไม่เกิน 2 มม.

  • เราจะถือว่ามีภาวะ “PTOSIS” ก็ต่อเมื่อกรณีที่ขอบล่างของหนังตาบนตกลงมาคลุมตาดำมากกว่าภาวะปกติ
  • แต่เราต้องประเมินในขณะที่กล้ามเนื้อบริเวณรอบตาและหน้าผากปลอดจากฤทธิ์ของสารโบโทลินุ่มท็อกซิน (Botulinum Toxin)

ความรุนแรง (Severity) ของ Ptosis มี 3 ระดับ

ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis)

ระดับเล็กน้อย (Mild Ptosis)

ขอบล่างของหนังตาบนตกลงมาคลุมตาดำ >1 มม. ในคนวัยหนุ่มสาวหรือ >2 มม.ในคนวัยสูงอายุ

ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis)

ระดับปานกลาง (Moderate Ptosis)

ขอบล่างของหนังตาบนตกลงมาคลุมตาดำ และม่านตาบางส่วน

ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis)

ระดับรุนแรง (Severe Ptosis)

ขอบล่างของหนังตาบนตกลงมาคลุมม่านตาเกินครึ่งของม่านตาดำ

ผลของ Ptosis ก็จะมีผลต่อคุณภาพชีวิตและอาการแสดงที่เกิดขึ้นตามความรุนแรงของมันที่เกิดขึ้น

Ptosis มีอาการแสดงออกมาให้เราทราบได้อย่างไร?

ตาจะปรือเหมือนคนง่วงนอน แลดูเศร้าหมองตลอดเวลา หนังตาหย่อนดูไม่สดใส บางคนที่เป็นข้างเดียวอาจทำให้ชั้นตา 2 ข้างไม่เท่ากัน บางคนตื่นแล้ว อาการตาปรือเป็นมากขึ้นเรื่อย ๆ บางคนตาโบ๋ลึก (Sunken Eye / Deep Superior Sulcus) บางคนมีชั้นตาหลายชั้น (Multiple Fold) ยิ่งถ้าคนที่มีอาการมากจะยิ่งเดินขึ้นบันไดลำบากเพราะมุมการมองด้านบนของเราจะลดลง หลายคนต้องติด Sticker หรือ Big Eye ช่วยถ่างตาอยู่ตลอดเวลา 

างคนมีภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรงมาจนหนังตาตก ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก (Frontalis Muscle) หดเกร็งค้างนาน บ่อยๆ เพื่อดึงคิ้วและหนังตาขึ้นแทน จนแลดูคิ้วโก่ง และเกิดริ้วรอยเป็นแนวขวางบนหน้าผาก (Horizontal Forehead Line) 

บางครั้งถ้าเราไม่แก้ไขและปล่อยทิ้งภาวะ Ptosis ได้นานๆ ก็จะทำให้เกิด ร่องถาวร (Static Line) ได้เลย  ซึ่งแก้ไขให้ปกติเหมือนเดิมได้ยาก   ในบางคนอาจทำให้ปวดศีรษะมากขึ้นจากการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ (Tension Headache) หรือบางคน   ที่เป็นไมเกรน (Migraine) อยู่แล้วก็อาจกระตุ้นให้ Attack ขึ้นบ่อยๆ ได้

ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis)
ภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis)

Pseudo Ptosis (ภาวะที่หลอกให้เข้าใจว่า เรามีภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง... ทั้ง ๆ ที่เราไม่เป็น)

ก่อนที่เราจะไปรู้จัก Ptosis มากกว่านี้ เราต้องมารู้จัก Ptosis ปลอม หรือ (Pseudo Ptosis) กันก่อนนะครับ Ptosis ที่เกิดขึ้นนั้น ไม่ได้เป็นจริง เพียงแต่หลอกให้เราดูแล้วเหมือนเรามี Ptosis พบในภาวะต่างๆ ดังนี้ คือ

  1. ภาวะที่มีหนังเปลือกตาหย่อนและมีส่วนเกินมากเกินไป (Dermatochalasia) ซึ่งมักจะพบในวัยสูงอายุ
  2. ภาวะตาเขลงล่าง (Hypotropia)
  3. ภาวะลูกตาเล็กถ้าเทียบกับสัดส่วนของเบ้าตา (Microphthalmia) หรือไม่มีลูกตาเลย (Anophthalmia)
  4. ภาวะความผิดปกติของเปลือกตา (Eyelid Disorders) เช่น อักเสบ , เนื้องอก , มะเร็ง หรือมีไขมัน (Fat) ปริมาณมาก และกล้ามเนื้อเปลือกตา ขนาดใหญ่เกินไป (Orbicularis Oculi Hypertrophy)
  5. ภาวะไธรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) ในบางราย มีอาการทางตา 2 ข้างไม่เหมือนกัน Contralateral Lid Retraction เป็นต้น
  6. มีภาวะตาโปนอีกข้างหนึ่ง (Contralateral Exophthalmos) แต่เบ้าตาเท่ากัน ก็จะทำให้แลดูอีกข้างหนึ่งตาเล็กลง

อย่าลืมนะครับ ถ้าหากใครสงสัยว่าตัวเองมีภาวะ Ptosis หรือไม่ หรือไม่แน่ใจตัวเองก็ให้ปรึกษาแพทย์ผู้เชียวชาญก่อนตัดสินใจทำตา 2 ชั้น นะครับ….

True Ptosis มีสาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง ?

1.Congenital Ptosis เกิดตั้งแต่กำเนิด

มักเกิดจากความผิดปกติของกล้ามเนื้อยกหนังตาเอง คือ Levator Palpebrae Superioris และ Muller Muscle หรือ ผังพืดส่วนต่อขยายมาจากกล้ามเนื้อยกหนังตา (Levator Aponeurosis) มีการเจริญและพัฒนาการที่ไม่สมบูรณ์ (Dystrophy) หรือบางรายมีผังพืดมาเกาะติดแน่น (Fibrosis) จนทำให้กล้ามเนื้อทำงานได้น้อยลง หรือทำงานยกหนังตาไม่ได้เลย 

ดังนั้นคนที่สงสัยว่าตัวเองเป็น Ptosis ควรนำรูปสมัยตอนเด็กมาให้แพทย์ดู จะช่วยในการวินิจฉัยแยกประเภทของ Ptosis ได้ง่ายขึ้นและยังช่วยในการตัดสินใจในการเลือกเทคนิคการผ่าตัดให้เหมาะสมได้ด้วยครับ

2.Acquired Ptosis คือ เกิดมาภายหลัง

มักจะมีอาการเพิ่มขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ปัจจุบันพบได้มากขึ้นเรื่อยๆ มีสาเหตุหลายอย่าง เช่น

  • ผังพืดส่วนต่อขยายจากกล้ามเนื้อยกหนังตา (Levator Aponeurosis) ยืดหรือหย่อนจากอายุที่มากขึ้น (Senile Change)
  • ผังพืดส่วนต่อขยายจากกล้ามเนื้อมีการยืดเป็นเวลานานๆ จากการใช้ Contact Lens / Big Eye หรือจากการผ่าตัดบางประเภทที่ใช้เวลาในการขยายเปลือกตานานๆ บ่อยๆ
  • Myasthenia Gravis (MG) พบได้ทุกวัย พบในเพศหญิง มากกว่าเพศชาย เกิดจากมีภูมิคุ้มกันของเราต่อต้าน (Autoimmune Disease) กับ Receptor บริเวณรอยต่อระหว่างกล้ามเนื้อและปลายประสาทที่มาเลี้ยง จึงทำให้กล้ามเนื้อไม่ทำงาน อาจจะเกิดเฉพาะที่หนังตาหรือเป็นที่กล้ามเนื้อส่วนอื่นๆ ของร่างกายก็ได้ เช่น กล้ามเนื้อในการกลืนและหายใจ มักจะมีอาการมากขึ้นๆ เรื่อยๆ ถ้าเราพยายามยกหนังตาและมีอาการเห็นภาพซ้อนร่วมด้วย โดยเฉพาะถ้ามีการกลอกตามากขึ้น ซึ่งหากเราสงสัยต้องพบจักษุแพทย์หรือ อายุรแพทย์ระบบประสาท เพื่อวินิจฉัยและรักษาต่อไป เพราะอาการทางตา (Ptosis) อาจเป็นแค่อาการเริ่มต้นของโรค ซึ่งอาจมีอาการร้ายแรงตามมาได้
  • เกิดจากอุบัติเหตต่อกล้ามเนื้อหรือการผ่าตัดตา 2 ชั้น ด้วยเทคนิคที่ไม่เหมาะสม (Traumatic Ptosis) มีอุบัติเหตุต่อกล้ามเนื้อ (Levator Muscle) หรือผังพืดส่วนต่อขยายกล้ามเนื้อ (Levator Aponeurosis) หรือทั้ง 2 อย่างก็ได้ ซึ่งต้องอาศัยแพทย์ที่มีประสบการณ์และมีความละเอียดในการผ่าตัดแก้ไขภาวะดังกล่าว
  • ผลข้างเคียงของการฉีด Botulinum Toxin บริเวณหน้าผาก , ขมวดคิ้วและตีนกาที่ผิดเทคนิคหรือปริมาณมากเกินไป โดยเฉพาะคนที่มีภาวะ Ptosis อยู่ก่อนการฉีด   ก็จะยิ่งมีอาการที่รุนแรงมากยิ่งขึ้น   การแก้ไข คือ รอให้ Botulinum Toxin หมดฤทธิ์หรือพบแพทย์เพื่อรับยาหลอดตาที่ช่วยยกหนังตาขึ้น   แต่ก็มีผลยกได้สูงสุดเพียง 3 มิลลิเมตร เท่านั้น

ถ้าเรามีภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis) แล้วไปทำตา 2 ชั้น ปกติธรรมดาจะเกิดอะไรขึ้น?

จะทำให้กล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรงมากขึ้นกว่าเดิม   เนื่องจากไม่สามารถทำงานได้เหมือนปกติ (Traumatic / Mechanical Ptosis) ยิ่งถ้าการผ่าตัดครั้งนั้น ทำผิดเทคนิค มีเลือดออกมาก   มีการFixชั้นที่สูงกว่าปกติ มีการตัดไขมัน (Preaponeurotic Fat) ออกมากเกินไป เพื่อหวังให้ชั้นตาโตๆ ก็จะยิ่งทำให้เกิด Ptosis ที่แย่กว่าเดิม   การผ่าตัดแก้ไขภายหลัง (Revision Surgery) ก็จะยิ่งทำได้ยากกว่าเดิม

ถ้าเราสงสัยว่าเรามี Ptosis ต้องทำอย่างไร?

  • ปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุของการเกิด Ptosis อย่าลืมว่า Ptosis เป็นเพียงอาการของความผิดปกติหลายๆ อย่าง เหมือนเราบอกว่า “ ไข้ ” มีสาเหตุมากมายที่ทำให้เกิดไข้ แพทย์จะทำการรักษาตามสาเหตุที่ตรวจพบ
  • สาเหตุบางอย่างต้องแก้ไขด้วยยาก่อน จึงจะผ่าตัดภายหลัง บางสาเหตุรักษาโดยการผ่าตัดได้เลย
    บางสาเหตุต้องมีการสืบค้นต่อว่ามีความผิดปกติอะไรอีกในระบบอื่นๆ ของร่างกายหรือไม่
  • โดยมาตรฐานทางการแพทย์ คนที่เพิ่งมีอาการ “ Ptosis ” มาไม่นานคือภายใน 6 เดือน หรือไม่แน่ใจว่าเป็นตั้งแต่เกิดหรือไม่ ควรพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญตรวจวินิจฉัยก่อนเสมอ

ถ้า Ptosis ที่เกิดจากกล้ามเนื้อยกหนังตาอย่างเดียว เราจะมีวิธิการแก้ไขอย่างไรบ้าง ?

คำตอบ คือ วิธีเดียวที่แก้ไขได้ คือ การผ่าตัดแก้ไขกล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรง (Ptosis Correction Surgery) ซึ่งแพทย์จะเลือกเทคนิคการผ่าตัดแบบไหน แผลนอกหรือแผลใน ผ่าตัดเสร็จแล้วจะได้ผลดีแค่ไหนและผ่าตัดแก้ไขไม่สำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับปัจจัยดังต่อไปนี้

  1. ชนิดของ Ptosis ; เป็นแต่กำเนิด (Congenial Ptosis) จะผ่าตัดยากและล้มเหลวมากกว่าประเภทที่เกิดภายหลัง (Acquired Ptosis)
  2. ตำแหน่งของสาเหตุที่ผิดปกติว่าผิดปกติตรงไหน เช่น กล้ามเนื้อ (Levator Palpebrae Superior) หรือกล้ามเนื้อ (Muller Muscle) หรือทั้ง 2 มัดเลย หรือเป็นบริเวณผังพืดส่วนต่อขยายกล้ามเนื้อ (Levator Aponeurosis) หรือเป็นทั้งหมดเลย (Levator Complex)
  3. มีผังพืด (Fibrosis) มากน้อยแค่ไหน จากการผ่าตัดครั้งแรกถ้ามีมาก เคยผ่าตัดแล้วมีเลือดออกมาก แพทย์ใช้เวลาผ่าตัดนาน ก็จะยิ่งผ่าตัดแก้ไขยาก และโอกาสที่จะได้ผล 100% ก็คงจะยาก
  4. ในกรณีเคสผ่าตัดแก้ไข ที่ถูกตัดไขมันในเบ้าตา (Orbital หรือ Preaponeurotic Fat) ออกไปมาก ; ก็ยิ่งผ่าตัดแก้ไขยาก เพราะจะทำให้การป้องกันการเกิดผังพืดใหม่ซ้ำที่เดิมก็จะทำได้ยากขึ้น
  5. อายุของคนไข้
  6. ในกรณี Ptosis เป็นผลจากการผ่าตัด โดยปกติเราจะผ่าตัดแก้ไขทันทีภายใน 7 วัน หรือหลังจากการผ่าตัดแรกผ่านไปแล้ว 3-6 เดือนขึ้นไป จึงจะมีโอกาสสำเร็จกว่าช่วงเวลาอื่นๆ