เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและลำคอ

เราควรจะเข้าใจกันก่อนนะครับว่า ความหย่อนคล้อยใบหน้าและลำคอของเรา เกิดบริเวณไหนให้เราเห็นกันบ้าง

ควรรู้ก่อนผ่าตัดดึงหน้า ใครร้อยไหมไม่ขึ้น ใคร HIFU หลายรอบไม่จบ ต้องอ่าน !!

1.บริเวณหน้าผากและคิ้ว

  • เกิดรอยย่นพับเป็นจีบ (Deep Horizontal Forehead Furrow)
  • คิ้วตก (Eyebrow Ptosis)
  • ระยะระหว่างไรผมถึงคิ้วจะกว้างขึ้น (เถิก) (Elongation of Forehead)

2.บริเวณดวงตา

  • กล้ามเนื้อยกหนังตาอ่อนแรงจากการยืด / หย่อน (Aponeurotic Ptosis)
  • หนังตาบนหย่อนคล้อยตกลงมาบางครั้ง บังจนไม่เห็นชั้นตา (Dermatochalasis)
  • บริเวณหางตาจะตกลงมาเร็วกว่าบริเวณอื่นจนแลดูเป็นคนเศร้าหมอง (Lateral Hooding)

3.บริเวณจมูก

  • ปลายจมูกจะงุ้มและเตี้ยลง (Tip Ptosis)

4.บริเวณแก้มส่วนบน

  • มองเห็นร่องใต้ตาชัดขึ้น (Tear Trough Deformity)
  • ร่องแก้มเราลึกขึ้น (Deepening Nasolabial Fold)

5.บริเวณปาก

  • มุมปากเราก็จะตกและคว่ำลง (Drooping Angle Of Mouth)
  • ระยะระหว่างจมูกกับริมฝีปากบนยืดยาวขึ้น (Upper Lip Elongation)

6.บริเวณแก้มส่วนล่าง

  • เกิดหมาจู (Jowl)
  • ร่องน้ำหมาก (Marionette Fold)
  • กรอบหน้า และคอที่คมชัดหายไป (Loss Definition Of Face & Neck) ทำให้แก้มส่วนล่างกับคอส่วนกลมกลืนเป็นผืนเดียวกัน แยกกันไม่ออก

7.บริเวณคอ

  • เห็นเหนียงชัดขึ้น
  • ยิ่งถ้ามีไขมันสะสมด้วย ก็จะเห็นเป็นคาง 2 ชั้น (Double Chin)
  • ความหย่อนคล้อยจะทำให้มุมของคางกับลำคอดูป้านขึ้น (Obtuse Cervicomental Angle)
    (ปกติมุมนี้ที่เหมาะสมและดูอ่อนวัย จะอยู่ระหว่าง  105-120 องศา) ยิ่งบางคนคางยุบ และเล็กลงอีก ก็จะทำให้มุมระหว่างคางกับคอป้านมากขึ้นไปอีก
  • บางคนจะมีร่องในแนวขวางของคอ(Horizontal Neck Wrinkle)
  • บางคนบริเวณกลางลำคอมีแท่งนูนชัดเชื่อมระหว่างคางกับกระดูกไหปลาร้า ในแนวตรงเห็นเป็นลำ (Platysma Banding)
  • บางคนกล้ามเนื้อ (Platysma) หย่อนยานจนทำให้ไขมัน ต่อมน้ำลาย ย้อยมากองบริเวณตรงกลางคอ (Turkey Neck) 

ความหย่อนคล้อยของใบหน้าและคอ (Facial Sagging) เกิดจากอะไร ?

1.การหดตัวเกร็งของกล้ามเนื้อทั้ง 2 กลุ่ม บนใบหน้าและคอ

ของเราว่าใคร มีแรงมากกว่ากัน ระหว่าง กล้มเนื้อกลุ่มดึงหน้าขึ้น (Elevator Muscle) กับ กล้ามเนื้อกลุ่มดึงหน้าลง (Depressor Muscle) ใครชนะ ใบหน้าเราก็จะไปตามผู้ชนะนั่นเอง

ควรรู้ก่อนผ่าตัดดึงหน้า ใครร้อยไหมไม่ขึ้น ใคร HIFU หลายรอบไม่จบ ต้องอ่าน !!

2.โครงกระดูกของใบหน้า (Facial Bone)

มีขนาดเล็กลงจากกระบวนการสลายของกระดูก (Osteoporosis , Facial Bone Resorption) มากกว่าการสร้างมวลกระดูก (Osteogenesis) โดยเฉพาะในคนสูงอายุ  ผู้ใหญ่ในวัยหมอประจำเดือน (Menopause) คนที่สูบบุหรี่จัด คนที่เครียดและใช้ชีวิตเปลืองจนเกินไป มวลกระดูกก็ลดลงเร็ว โครงหน้าเราก็จะยุบลงทำให้ใบหน้าเราดูตอบลง และที่สำคัญ ก็จะส่งเสริมให้เอ็นที่ทำหน้าที่ยึดใบหน้า (Facial Ligament) หย่อนยานตาม (Laxity) และโหนกกระดูกบางตำแหน่งมีความสำคัญต่อการค้ำยันของใบหน้า เช่น โหนกแก้ม (Malar Eminence) ช่วยค้ำผัวหนังใต้ตาไว้ถ้ามวลกระดูกเล็กลง ก็จะไม่มีอะไรที่จะคอยค้ำยันใบหน้าเอาไว้ ก็จะทำให้ใบหน้าเราหย่อนคล้อยมากขึ้นนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกใบหน้า   อีกอย่างก็คือเวลาเราแก่ขึ้น  แกนของกระดูกหน้าคนเราจะหมุนทวนเข็มนาฬิกา (Clock Wise Rotation of Midface)    ทำให้บริเวณใต้ตา , แก้มยุบลง , ปลายจมูกงุ้มและปลายคางเตี้ยลง

เพราะฉะนั้นความเห็นส่วนตัวของหมอ ถ้าใครมีโหนกแก้มสูงก็ไม่จำเป็นที่จะทุบให้เล็กลง เพราะโหนกเขาก็มีข้อดีอย่างที่หมอเกริ่นไปแล้วนะครับ  เพราะบางครั้งเวลาทุบให้เล็กลงแล้ว กับทำให้ใบหน้าหย่อนคล้อยมากขึ้นทั้งแบบชั่วคราว และถาวร

ควรรู้ก่อนผ่าตัดดึงหน้า ใครร้อยไหมไม่ขึ้น ใคร HIFU หลายรอบไม่จบ ต้องอ่าน !!
ควรรู้ก่อนผ่าตัดดึงหน้า ใครร้อยไหมไม่ขึ้น ใคร HIFU หลายรอบไม่จบ ต้องอ่าน !!

3.เอ็นที่ยึดระหว่างผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังกับกระดูกบนใบหน้าของเรา (Facial Ligament)

ซึ่งหมอเปรียบเปรยเหมือนตะปูที่ตอกยึดกับหน้าเราไว้กระจายทั่วใบหน้า แต่มีอยู่ 3 จุดที่มีความแข็.แรงเป็นพิเศษ และจะหย่อนช้ากว่าเอ็นบริเวณอื่น ๆ ตามรูปที่สำคัญต่อการไม่ให้หน้าเราย้อยลงมาก , เวลาอายุมากขึ้น เอ็นเหล่านี้จะหย่อนยาน ใช้การไม่ได้  แรงยึดเกาะก็จะน้อยลง ผิวหนังและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ก็จะตกและย้อยลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก และทำให้เราดูแก่กว่าวัย   โดยส่วนใหญ่การเปลี่ยนแปลงนี้ มักจะเกิดช้ากว่ากระบวนการอื่น ๆ เนื่องจากปกติเอ็นยึดหน้าจะค่อนข้างเหนียวและแข็งแรง   ถ้ามีปัญหาแสดงว่า ต้องรีบซ่อมโดยด่วน

วิธีการแก้ไขความหย่อนคล้อยของใบหน้า และคอ ฉีด Botox ใช้ HIFU หรือจะดังหน้ากันไปเลย

การแก้ไขที่ตรงกับสาเหตุของปัญหา เป็นการแก้ไขที่ตรงจุดมากที่สุด ดังนั้น การเลือกวิธีการแก้ความหย่อยคล้อยของใบหน้าและลำคอ เราควรจะประเมินกันก่อนครับว่า ความหย่อนคล้อยของแต่ละคนเกิดจากปัจจัยอะไรที่เรากล่าวไว้ข้างต้นเป็นหลัก

1.กรณีที่เกิดจากความไม่สมดุลของการหดเกร็งของกล้ามเนื้อกลุ่มดึงขึ้น (Elevator Muscle) VS กลุ่มดึงลง (Depressor Muscle)

คือกลุ่มดึงลงมีแรงเหนือกว่ากลุ่มดึงขึ้น   

การแก้ไข คือ การฉีดสาร Botox กล้ามเนื้อกลุ่ม คือ ลงให้อัมพาตชั่วคราว หรือคลายตัวลงชั่วคราว ก็จะทำให้กล้ามเนื้อกลุ่มดึงขึ้นทำงานเด่นขึ้นมา ใบหน้าเราก็จะแลดูยกขึ้นนั่นเอง กรณีนี้จะได้ผลเฉพาะในกลุ่มคนไข้ที่มีการทำงานของกลุ่มกล้ามเนื้อดึงลงเด่น หรือ Active มาก (Hypertonicity)

ดังนั้น การฉีด Botox Lift หน้า จึงไม่ได้ผลทุกราย และ อยู่ได้นาน 4-6 เดือนโดยเฉลี่ยนะครับ

2.กรณีที่เกิดจากโครงกระดูกของใบหน้า (Facial Bone) ที่ยุบตัวลง (Volume Loss)

เป็นปัจจัยเด่นของการหย่อนคล้อยในคนนั้น การแก้ไขที่ได้ผลคือ การปรับรูปหน้าด้วยตัวเติมเต็ม (Volumization) ซึ่งทางการแพทย์ก็จะมีให้เลือก 3 แบบ คือ

 

แบบที่ 1 : สำหรับคนที่ชอบถาวร อยู่ได้นาน อยู่ได้ตลอดชีวิต ถ้าเราไม่เอาออกหรือเกิดปัญหาเสียก่อน Medical grade Implant เช่น Silicone, Gortex, Medpor เป็นต้น

 

แบบที่ 2 : Filler ที่นิยม คือ Hyaluronic Acid (HA) ส่วนใหญ่จะสลายได้เองภายใน 1½ – 2ปี แต่เราต้องรับได้ว่า เป็นสารสังเคราะห์ ไม่ใช่ของเราเอง (Nonautologous Filler) และมีบางคนที่เอ็นไซด์ Metalloproteinase มีน้อยหรือไม่ทำงาน ก็จะทำให้ Ha ไม่สลายตามที่เราคาดการณ์ หมอมีคำแนะนำนะครับ กรณีเราเลือกที่จะใช้ Filler การเลือก Filler ที่มีมาตรฐานทางการแพทย์ และผ่าน อย. ซึ่งมีราคาสูง โดยเฉพาะที่จนต้องฉีดทั้งหน้า

 

แบบที่ 3 : การใช้ไขมันตัวเอง (Autologous Fat Graft) ที่ในกระแสโซเชียล เรียกกันว่า เติมไขมันหน้าเด็ก โดยที่เราเอาไขมันมาจากบริเวณที่มี เซลล์ตัวอ่อนที่แข็งแรง เช่น ท้องน้อย, ต้นขา มาฉีดบริเวณใบหน้าที่เราต้องการโดยปกติเราฉีดบริเวณไหน ก็จะช่วยยกใบหน้าบริเวณที่ต่ำกว่าให้สูงขึ้น (Volumetric Lifting)

 

ข้อดีของวิธีนี้ คือ ประหยัดค่าใช้จ่าย ไม่ต้องกังวล ถ้าไขมันติดแล้ว (Take Graft) ก็จะอยู่ได้ตลอดชีวิต

 

ส่วนข้อเสียก็มี เราไม่สามารถทำนายได้อย่างแม่นยำว่าไขมันที่ฉีก จะมีอันตรารอดกี่เปอร์เซนต์ (Survival Rate) เนื่องจากมันขึ้นอยุ่กับคุณภาพของไขมันของแต่ละคน (พ่อพันธุ์ แม่พันธุ์นั้นเอง) นอกจากเทคนิคของแพทย์แต่ละคน อีกอย่าง ทีมีผลต่อการอยู่รอดของไขมันมากๆ คือการดูแลตนเองหลังฉีดไขมัว่าถูกต้องหรือไม่

ความแตกต่างระหว่างฟิลเลอร์และการเติมไขมันของตัวเอง

3.กรณีหย่อนคล้อยของใบหน้าและคอ (Laxity Of Facial Ligament) เกิดจากเอ็นยึดหน้า(ตะปู)หลวม/หย่อนยานหรือใช้การไม่ได้

ส่วนใหญ่จะเกิดระยะท้าย ๆ ของขบวนการแก่ของใบหน้าดังกล่าวมาแจ้งข้างต้น   เราต้องรีบซ่อมแซมโดยด่วนนะครับ   หมอจะแยกการแก้ปัญหากรณีเอ็นยึดหน้าหย่อนตามระดับความรุนแรงของการหย่อนยาน

3.1.กรณีเอ็นยึดหน้าหย่อนน้อย โดยเฉลี่ยอายุ 30-40 ปี  อาจเลือกวิธีเบาๆ เช่น

  1. การร้อยไหม(Thread Lifting)
    ผลพลอยได้วิธีนี้ คือ การบาดเจ็บของเซลล์ Fibroblast ที่ไม่มากเกินไป จะช่วยกระตุ้นการสร้างเส้นใยคอลลาเจนใต้ผิวหนังให้เกิดผังผืดในระดับที่เหมาะสม
    ผลที่ตามมาก็คือ เกิดการหดรั้งไปตามแนวของไหม ทำให้ผิวกระชับขึ้นในระดับหนึ่ง
  2. การใช้พลังงานต่าง ๆ กระทำต่อเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังให้เกิดการหดรัดตัวเอง
    อาจเป็นชั้นหนังแท้ (Dermis) หรือ เนื้อเยื่อชั้นลึกกว่านั้น เช่น SMAS ความลึกชั้นอยู่กับปริมาณ และความแรงของเครื่องมือแต่ละชนิด ขณะเดียวกันบาดเจ็บแบบพอเหมาะของเซลล์ Fibroblast ก็กระตุ้นให้เกิดการสร้าง Collagen ใหม่ได้ เช่นกัน พลังงานดังกล่าว ได้แก่ Plasma, Radiofrequency Laser, Intensity Focused Ultrasound  (HIFU) ซึ่งกลไกอันนี้จะเกิดขึ้นได้ดีแค่ไหน ขึ้นอยู่กับ ความในการปล่อยพลังงาน ปริมาณพลังงานใช้ได้ (Power) และชนิดของเครื่องมือ แต่อย่างไรก็ตาม   ยิ่งลึก   สิ่งที่ตามมาก็คือผลเสีย เช่น การบาดเจ็บ ฯลฯ แม้ใช้การทายาชาก็ตาม
    • โอกาสการไหม้ (Burn) ของผิวหนังโดยเฉพาะคนที่ผิวแพ้ง่าย (Sensitive) และบางบริเวณของใบหน้าที่บอบบางอยู่แล้ว เช่น รอบดวงตา,รอบปาก เป็นต้น
    • กรณีที่ใช้เครื่องมือที่ใช้พลังงานสูงมาก จะมีฤทธิ์ในการทำลายเซลล์ไขมันได้ด้วย เพราะฉะนั้น อาจไม่เหมาะสมในการยิงผิวบางบริเวณ เช่น บริเวณหน้ากกหูและใต้โหนกแก้ม (Submalar Area)   เพราะจะทำให้ตอบจนเกินไป
    • อาจทำให้ฤทธิ์ของโบทูลินั่ม ท็อกซินหมดได้เร็วขึ้น โดยปกติจะแนะนำให้ฉีดหลังจากการยิงด้วยเครื่องมือเหล่านี้

3.2.กรณีที่ความหย่อนยานค่อนข้างมาก   โดยเฉลี่ยอายุประมาณ 40 ปีขึ้นไป   เอ็นหรือตะปูยึดหน้าคลายตัวมาก   สังเกตจากร่องแก้มที่ลึกมาก , มุมปากคว่ำลงชัดเจน , เห็นหมาจูและร่องน้ำหมากชัดเจน   การใช้เครื่องมือดังกล่าวมาแล้วไม่ได้ผล(ยกเว้นคนที่ต้องการค้ำยันแค่นั้น)   กรณีนี้ก็คงต้องการผ่าตัดดึงหน้า(Lifting Surgery)   จะดึงตรงไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าเรามีปัญหาตรงไหน เช่น คิ้ว , ใต้ตา , ใบหน้า , คอด้านหน้า , คอด้านข้างหรือคอทั้งหมด เป็นต้น   ปัจจุบันเราจะดึงเป็นส่วน ๆ  น้อยมากที่จะดึงทุกส่วนพร้อมกันทีเดียว   เนื่องจากการดึงแต่ละบริเวณของหน้าและคอจะมีทิศการดึง (Lifting Vector) ที่ต่างกัน   จึงจะแลดูธรรมชาติมากกว่าการดึงไปในทิศทางเดียวกันหมดทั้งหน้า   เทคนิคการผ่าตัดดึงหน้ามีการพัฒนาอย่างรวดเร็วได้ผลมากขึ้นเรื่อย ๆ    บางบริเวณสามารถใช้กล้องช่วยในการผ่าตัด (Endoscopic Surgery) เช่น การดึงคิ้ว เป็นต้น

ควรรู้ก่อนผ่าตัดดึงหน้า ใครร้อยไหมไม่ขึ้น ใคร HIFU หลายรอบไม่จบ ต้องอ่าน !!

เทคนิคการดึงหน้า (Face Lift Technique)

1.การดึงผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังชั้นตื้น (Subcutaneous Face Lifting)

โดยการผ่าตัดจะลงลึกเพียงชั้นไขมันใต้ผิวหนังเพียงเท่านั้น จึงทำให้ง่ายและแผลผ่าตัดหายเร็ว แต่ก็มีข้อเสียหลายอย่างตามตารางที่เปรียบเทียบดังนี้นะครับ

ข้อดีของวิธีนี้

  1. ใช้เวลาในการผ่าตัดไม่นาน

  2. พักฟื้นเร็ว แผลหายเร็

  3. เหมาะสำหรับในกรณีผ่าตัดดึงหน้าซ้ำหรืองานแก้ (Revision Face Lift Surgery)

  4. ราคาถูกและประหยัดค่าใช้จ่าย

ข้อเสียของวิธีนี้

  1. เนื่องจากวิธีนี้ เราไม่แก้ไขเอ็นยึดใบหน้า (Facial Ligament) ที่อยู่ชั้นลึกลงไป   ดังนั้น ผลการผ่าตัดจึงไม่ได้ผลชัดเจนมากนักต่อการดึงร่องแก้ม มุมปากและหมาจู   มักจะได้ผลดีเฉพาะบริเวณข้างแก้ม หางตาและลำคอและไม่ได้ผลในคนที่อ้วนมาก ๆ   และมีความหย่อนคล้อยค่อนข้างมาก

  2. ผลการผ่าตัดอยู่ได้ไม่นาน
    เนื่องจากเราไม่ได้แก้ไขเอ็นยึดหน้า (Facial Ligament) และดึงเนื้อเยื่อชั้น SMAS โดยตรง พอเวลาผ่านไป ผิวหนังก็จะยืดมากขึ้นเรื่อย ๆ จนกลับมาย้อยเหมือนเดิม

  3. เนื่องจากเป็นการดึงหน้าเฉพาะผิวชั้นตื้น        จึงเกิดตามแนวแรงตึงแผลผ่าตัด (Wound Tension) ค่อนข้างมาก   จึงทำให้เกิดแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) หรือคีลอยด์ (Keloid) ได้ง่ายมาก

  4. ผลของการผ่าตัดไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ (Surgery Look)

2.การผ่าตัดดึงหน้าในแนวลึก (Deep Plane Face Lift)

เป็นเทคนิคในการดึงหน้าที่แก้ไขปัญหาได้ตรงจุดและเห็นผลมากกว่าวิธีแรก เพราะเป็นการดึงหน้าชั้น SMAS (Superficial muscular aponeurotic system) ร่วมด้วย จึงได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ข้อดีของวิธีนี้

  1. มีประสิทธิภาพในการดึงหน้าสูงกว่าและอยู่ได้นานกว่าการดึงหน้าในแนวตื้น   เนื่องจากมีการแก้ไขเอ็นยึดหน้าหรือตะปู (Facial Ligament) โดยตรง   ก่อนที่เราจะดึงผิวหน้าไปตามแนวที่เราต้องการ

  2. แรงตึงตัวของแผลเย็บน้อย (Tension Fee)   จึงมีโอกาสเกิดแผลเป็น (Hypertrophic Scar) และ คีลอยด์ (Keloid) น้อยกว่าการผ่าตัดเทคนิคแรก

  3. ผลของการผ่าตัดจะดูเป็นธรรมชาติมากกว่า   เนื่องจากเวลาดึง   เราจะดึงเนื้อเยื่อชั้น SMAS  ซึ่งเป็นเนื้อเยื่อที่อยู่ลึกกว่าชั้นผิวหนังในแนว   (SMAS Lifting Vector) ที่ต่างกันกับผิวหนัง (Skin Vector Lifting) ที่อยู่ชั้นตื้น

  4. ได้ผลดีกับปัญหาที่แก้ไขยาก อาทิเช่น  มุมปาก,หมาจูข้างแก้ม เป็นต้น  ซึ่งไม่สามารถแก้ไขด้วยวิธีนี้   และการผ่าตัดดึงหน้าชั้นตื้น (Subcutaneous Face Lifting) และ RF , HIFU หรือร้อยไหม (Thread Lifting)

ข้อเสียของวิธีนี้

  1. การผ่าตัดใช้เวลานานขึ้น  ใช้เทคนิคที่ซับซ้อนขึ้น  ดังนั้นแพทย์ต้องมีความชำนาญและความละเอียดมากขึ้น  ใต้ชั้น SMAS มีอวัยวะที่สำคัญของใบหน้าได้แก่ กล้ามเนื้อชั้นลึก (Deep Facial Muscle) , เส้นเลือด (Vessel) และเส้นประสาท (Facial Nerve) เป็นต้น
  2. ราคาค่อนข้างสูง   เนื่องจากใช้เวลาในการผ่าตัด   การใช้ยาระงับปวดและเวชภัณฑ์อื่น ๆ มากขึ้นตามระยะเวลาที่ผ่าตัด

เทคนิคในการผ่าตัดดึงหน้าในแนวลึก

ปัจจุบันการผ่าตัดดึงหน้าในแนวลึก (Deep Plane Face Lift) มีการปรับเทคนิคหลากหลาย เพื่อให้เกิดผลดีกับคนไข้หลากหลายรูปแบบ อาทิเช่น

1.Dual Plane Face Lift (Extend SMAS Technique)

โดยการเลาะเนื้อเยื่อชั้นตื้น (Subcutaneous Flap) และเนื้อเยื่อชั้นลึก (SMAS Flap) แยกกันชัดเจนแล้วดึงเนื้อเยื่อชั้น SMAS ในแนวดิ่งกว่าการดึงผิวหน้า จึงทำให้การดึงหน้าออกมาเป็นธรรมชาติ

2.Foundation Face Lift

เป็นการดึงชั้น SMAS และผิวหนังพร้อมกัน (Composite Musculocutaneous Flap / Robust Flap) โดยการเลาะในระดับลึกใต้ SMAS ทีเดียว จึงเหมาะกับคนไข้ที่มีความเสี่ยงต่อการเลาะตื้นๆ เช่น คนที่สูบบุหรี่และเคสที่เคยผ่าตัดดึงหน้ามาแล้ว

3.Lateral SMASectomy

มีการตัดเอาเนื้อเยื่อชั้น SMAS ด้านข้างออกบางส่วน จึงมีผลดีสำหรับคนที่หน้ากว้างและหนา   แต่ไม่เหมาะสมกับคนที่ผอมบาง

4.Subperiosteal Face Lift

มีการเลาะลึกถึงใต้ชั้นเยื่อหุ้มกระดูก (Subperiosteal Plane) จึงมีประสิทธิภาพสูงในการดึงมาก แต่ต้องการการยึดหลังดึงที่ดีมาก (Rigid Fixation) ด้วยอุปกรณ์เสริมหลายอย่าง เช่น กล้อง (Endoscope) , สกรู (Screw & Drill) การดึงแบบนี้ จึงเหมาะสำหรับบบริเวณหน้าผาก , คิ้ว , ใต้ตา , แก้ม และต้องการที่จะใส่ (Facial Implant) อาทิเช่น ซิลิโคนด้วย

5.High SMAS Technique

เป็นเทคนิคใหม่และเป็นวิธีที่ผู้เขียนเห็นว่า เป็นวิธีที่ดีมากและเป็นที่นิยมระดับสากลมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยการเลาะลงไปใต้ชั้น SMAS ในระดับที่สูงขึ้นจนเลยระดับกระดูกโหนกแก้ม   เพื่อที่จะดึงบริเวณแก้มใต้ตาและมุมปากให้ได้ผลดีกว่าเทคนิคอื่น ๆ    แถมยังยกแก้มส่วนล่างและหมาจู (Jowl) ให้ได้ผลมากขึ้นอีกด้วย

ผลเสียและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้หลังการผ่าตัดดึงหน้า ( Complication of Face Lift Surgery)

  1. อุบัติเหตุต่อต่อมน้ำลาย (Parotid Injury)
    มักเกิดในการผ่าตัดแบบการเลาะชั้นลึกต่อชั้น SMAS อาจเกิดต่อตัวต่อมน้ำลายเอง หรือท่อของต่อมน้ำลาย
  2. เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 (Facial Nerve Injury)
    มีอุบัติการณ์ 3 – 2.6 %
  3. เส้นประสาทรับความรู้สึก (Sensory Nerve)
    โดยเฉพาะที่พบบ่อย คือ เส้นประสาทรับความรู้สึกบริเวณใต้กกหูหรือคอด้านข้างส่วนบนจากเส้นประสาท (Great Auricular Nerve)
  4. ภาวะเลือดออกหรือห้อเลือด
    มักจะเกิดใน 24 ชั่วโมงแรกหลังการผ่าตัด ส่วนใหญ่เป็นระดับไม่รุนแรง (Mild Hematoma ; 2 – 10 ) เกิดขึ้นได้  3 – 8 % ของการผ่าตัด   เกิดขึ้นได้บ่อยในคนไข้ที่มีความเสี่ยง เช่น ความดันโลหิตสูง (Hypertension) , มีอาการคลื่นใส้ อาเจียนมากหลังผ่าตัด , ไอหรือปวดแผลผ่าตัดในระดับที่รุนแรง   มีข้อสังเกตง่าย ๆ คือ  มีอาการปวดรุนแรงผิดปกติ , บวม , ก้อนห้อเลือด เป็นต้น   และเป็นภาวะฉุกเฉินที่ต้องแจ้งให้แพทย์ทราบทันที
  5. ภาวะน้ำเหลืองคั่ง (Seroma)
    มักจะเกิดหลังผ่าตัด 5 – 7 วัน แพทย์จะรักษาโดยการเจาะดูดออกแล้วพันกดไว้ชั่วคราว (Pressure Dressing)
  6. ภาวการณ์ติดเชื้อ (Infection)
    เกิดน้อยมาก < 1.00 % ถ้าภูมิคุ้มกันอยู่ในภาวะปกติ (Non- Immunocompromised Status)
  7. ผมร่วง (Hair Loss)
    เกิดขึ้นได้ 0.8 % เนื่องจากการใช้จี้ (Electrocautery)   การดึงที่มากเกินไป (Excess Traction) อาจเป็นการร่วงชั่วคราว  4 – 6 เดือนก็ดีขึ้นเอง (Telogen Effluvium)   กรณีที่ผมไม่ขึ้นในระยะเวลาเกิน 12 เดือน   พิจารณาแก้ไปด้วยการปลูกผมถาวร (Hair Transplantation)
  8. แนวไรผมบริเวณหลังหูไม่เรียบ (Stair Stepping Deformity of Postauricular Hairline)
    มักเกิดในกรณีที่ต้องการดึงผิวหนังบริเวณคอ ในกรณีที่คอหย่อนคล้อยมาก
  9. อาจเกิดแผลเป็น (Hypertrophic Scar) หรือ Keloid ได้
    ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ พันธุกรรม (Genetic) , แรงตึงของแผลผ่าตัด (Wound Tension) เป็นต้น
  10. ผิวไม่เรียบ (Surface Irregularity)
    อาจเกิดจากมีเลือดออกเฉพาะที่ น้ำเหลืองคั่งเฉพาะที่   โดยส่วนมักจะหายไปได้เองด้วยการนวดเบา ๆ    แต่ถ้าไม่หายแพทย์ก็จะฉีดสเตียรอยด์เป็นระยะ ๆ จนหาย   ในกรณีที่ไม่เรียบจริง ๆ  อาจพิจารณาปรับให้เรียบด้วยการฉีดฟิลเลอร์หรือฉีดไขมัน (Autologous Fat Graft)
  11. การไหลเวียนของเลือดถูกอุดตัน (Deep Vein Thrombosis (DVT) และ Pulmonary Embolism
    มักจะเกิดขึ้นในการผ่าตัดแบบดมยาสลบ (General Anesthesia) มากกว่าการผ่าตัดแบบใช้ยาเฉพาะที่ (Intravenous Sedation with Local Anesthetic)

กล่าวโดยสรุป

หมอกรมีคำแนะนำว่าเราจะเลือกวิธีไหนดีก็ขึ้นอยู่กับ

  1. เลือกวิธีที่ตรงกับปัญหาและสาเหตุที่ทำให้เกิดใบหน้าเราหย่อนคล้อย เพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุดและคุ้มค่ากับค่าใช้จ่ายของเรามากที่สุด
  2. ความพร้อมทั้งในแง่เวลา , การดูแลตัวเองทั้งก่อนและหลังการรักษา ตลอดจนกำลังทรัพย์ของตัวเอง
  3. ความคาดหวังของแต่ละคนว่ามากแค่ไหน ยกตัวอย่าง เช่น กรณีที่ใบหน้าหย่อนคล้อยมาก ๆ แต่เลือกใช้วิธีการร้อยไหมหรือ HIFU แต่คาดหวังว่า ใบหน้าต้องตึงเหมือนผ่าตัดดึงหน้า , หมาจู (Jowl) ต้องผาย ฯลฯ   แบบนี้ถือว่า “คาดหวังเกินจริง”
  4. การยอมรับข้อดีข้อเสีย (Pros & Cons) ของแต่ละวิธีได้
  5. บางคนต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน เนื่องจากมีปัญหาหลายจุด   คุณหมอจะวางแผนร่วมกันกับคนไข้ว่า ควรจะเริ่มด้วยวิธีไหนก่อน – หลัง   เพื่อให้เกิดผลที่ดีที่สุดครับ ยกตัวอย่างเช่น หลังจากดึงหน้า ดึงคอให้ตึงแล้ว   บางคนใบหน้าตอบ ขมับตอบ แก้มตอบด้วย   อาจพิจารณาเติมไขมันให้ใบหน้าดูอิ่มมีน้ำมีนวลขึ้น   มีมิติให้แลดูสดใสขึ้น เป็นต้น
  6. สุดท้าย ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการแก้ปัญหาหน้าและคอหย่อนคล้อย เนื่องจากคนเรามีเป้าหมายที่แตกต่างกัน   ไม่จำเป็นต้องทำเหมือนกันครับ   ในคนที่ต้องการแก้ไขให้เห็นผลชัด ๆ  หมอก็จะแนะนำให้พิจารณาตามข้อ 1 – 5    แต่เนื่องจากเราหยุดสังขารตัวเราไม่ได้   บางคนแค่ต้องการให้ดีขึ้นบ้างและป้องกันไม่ให้หย่อนคล้อยเร็วเกินไป (ค้ำยัน)   ลองทำตามคำแนะนำง่าย ๆ ของหมอกรดูนะครับ
    • ดูแลสุขภาพโดยรวมของเราให้ดี ทานอาหารดี  ออกกำลังกาย  ไม่เครียดเกินไป   หลีกเลี่ยงสารพิษต่าง ๆ โดยเฉพาะบุหรี่   พักผ่อนให้เพียงพอ   ความแก่ก็จะมาเยือนน้อยลง
    • ไม่ควรนอนคว่ำหรือนอนตะแคง เนื่องจากใบหน้ามีแนวโน้มหย่อนคล้อยไปตามแรงโน้มถ่วงของโลก   สำหรับคนที่ไม่กลัวอึดอัด   อาจพิจารณาใช้ผ้ารัดหน้า (Facial Garment) ที่มีขนาดพอเหมาะ  รัดหน้าเอาไว้เท่าที่เราจะทำได้
    • ในกรณีที่มีเวลา อาจจะหาโอกาสค้ำยันใบหน้าและลำคอตัวเอง คือ กระตุ้นให้เอ็นหรือตะปูยึดใบหน้า (Facial Ligament) ของเราให้ตึงกระชับเป็นระยะ   แต่ต้องทำสม่ำเสมอนะครับ จึงจะเห็นผล อาทิเช่น
      • การนวดหน้า (Face Massage)
      • การใช้พลังงานรูปแบบต่าง ๆ เช่น
        • High Intensity Focus Ultrasound (HIFU)
        • Radio – Frequency (RF)
        • Laser
        • Electroporation
        • Plasma

อีกอย่างที่หมอกรจะฝากไว้ คือ ระวังไม่ให้เราอ้วนเกินไป   เพราะไขมันจะสะสมชั้นใต้ผิวหนัง (Subcutaneous Fat) ทุกส่วนของร่างกาย   ถ้าไขมันสะสมมากขึ้นที่ใบหน้า โดยเฉพาะบริเวณหมาจู (Jowl) หรือใต้คาง , เหนียง  ก็จะยิ่งถ่วงใบหน้าและคอให้หย่อนคล้อยลงมามากขึ้น

ตัวอย่างเคสดึงหน้า