การผ่าตัดถุงใต้ตา ไม่มีวิธีไหนเหนือกว่ากันขึ้นอยู่กับปัญหา ความรุนแรง โครงสร้างกระดูกขอบตาล่าง (Maxillary bone) หรืออายุ และปัญหาร่วมอื่นที่คนไข้มี เช่น กล้ามเนื้อเปลือกตาหย่อน ร่องใต้ตาโป๋ลึก (Infraorbital hollowness) โดยทั่วไปจะมีหลักเกณฑ์ในการเลือกเทคนิคในการผ่าตัด โดยหมอขอแยกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ คือ
กลุ่มที่ 1 : มีถุงใต้ตาขนาดใหญ่ ตั้งแต่เด็กหรือวัยรุ่น
กลุ่มที่ 1 : มีถุงใต้ตาขนาดใหญ่ ตั้งแต่เด็กหรือวัยรุ่น (Orbital fat hypertrophy or true eye bag) โดยส่วนใหญ่อายุน้อยกว่า 35 ปี และไม่มีปัญหา 3 อย่างดังต่อไปนี้ คือ
- ไม่มี dolly eye ธรรมชาติที่เห็นได้แบบเด่นชัด (Pretarsal orbicularis oculi hypertrophy) เนื่องจากคนที่มี dolly eye ธรรมชาติที่เด่นชัดนั้น เวลาหมอผ่าตัดนำถุงใต้ตาออก dolly eye เดิมที่มีอยู่แล้วจะเห็นเด่นชัดมากขึ้น
- ไม่มีปัญหาผิวหนังบริเวณใต้ตาย่นคล้อยมาก (Dermatochalasis)
- ไม่มีปัญหาร่องใต้ตาโบ๋ลึก (Infraorbital hollowness)
เทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสม กับคนกลุ่มแรก คือ การผ่าตัดนำถุงไขมันใต้ตาออกบางส่วน เพื่อให้ขนาดถุงไขมันเล็กลง ใต้ตาของเราจะดูเรียบเนียนขึ้น โดยทั่วไปหมอจะเลือกเปิดแผลด้านในตา (Transconjunctival orbital fat removal) เพื่อนำถุงไขมันใต้ตาออก เทคนิคนี้จึงจะไม่มีแผลใต้ขอบตาให้เห็นจากด้านนอกครับ ซึ่งผลดีก็คือ เทคนิคนี้ทำให้อาการบวมช้ำเกิดขึ้นน้อย จึงไม่ต้องพักฟื้นนานครับ
ขั้นตอนการผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตา แผลด้านในตา
- แพทย์จะประเมินและออกแบบว่าจะนำถุงไขมันใต้ตาส่วนไหนออกบ้าง ต้องเอาออกแค่ไหนถุงใต้ตาถึงจะดูเรียบเนียนพอดีสำหรับคนไข้
- ระยะเวลาผ่าตัด 1 – 2 ชั่วโมง โดยการใช้ยาชาเฉพาะที่ (local anesthetic ) ขึ้นอยู่กับว่ามีการผ่าตัดหัตถการอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น เติมไขมันใต้ตา (Autologous fat graft) หรือเติมไขมันปรับโหนกแก้มและร่องแก้มร่วมด้วยหรือไม่
- ไหมที่เย็บแผลด้านใน แพทย์จะเลือกเป็นไหมแบบละลายเองได้ จึงไม่ต้องตัดไหม
- หลังผ่าตัดแพทย์จะนัดติดตามอาการในวันที่ 7 และ 30 วัน โดยจะตรวจและติดตามอาการที่คลินิก
- หลังผ่าตัดอาจมีอาการบวม (Swelling) บริเวณผ่าตัดแต่จะค่อยๆ ลดลง ภายใน 1 – 2 สัปดาห์ และผลของการผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตาจะชัดเจนและเข้าที่ในช่วง 1 – 3 เดือน หลังผ่าตัด
กลุ่มที่ 2 : ถุงใต้ตาที่เกิดจากถุงหุ้ม (Orbital septum) กล้ามเนื้อเปลือกตาอ่อนแรง และความหย่อนคล้อย
กลุ่มที่ 2 : ถุงใต้ตาที่เกิดจากถุงหุ้ม (Orbital septum) กล้ามเนื้อเปลือกตาอ่อนแรง และความหย่อนคล้อยทำให้ถุงไขมันห้อยย้อยออกมาตามแรงโน้มถ่วง โดยในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีลักษณะของถุงใต้ตา คือ
- ถุงใต้ตาที่เกิดจากถุงหุ้ม (Orbital septum) กล้ามเนื้อเปลือกตาอ่อนแรง และความหย่อยคล้อยทำให้ถุงไขมันห้อยย้อยออกมาตามแรงโน้มถ่วง บางเคสที่เป็นมากถุงใต้ตาจะหย่อนลงมาบนแก้มส่วนบน (Orbital fat herniation) ได้เลยก็มี
- มีปัญหาร่องใต้ตาโบ๋ลึกร่วมด้วย (Infraorbital hollowness) จากโครงสร้างของกระดูกขอบตาล่างบุ๋มแต่กำเนิดอยู่แล้ว หรือมีอาการกระดูกกร่อน (Maxillary bone retrusion) จากอายุ , ความเครียด , บุหรี่ และการผ่าตัดอื่นๆ ที่อาจส่งผล เป็นต้น
- คนที่มี dolly eye ธรรมชาติเห็นเด่นชัดอยู่แล้ว
- ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่มักมีอายุมาก คือ มากกว่า 35 ปี
เทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสม กับกลุ่มที่ 2 คือ การย้ายและจัดเรียงถุงไขมันใต้ตา (Orbital fat transposition / redistribution) โดยผ่านแผลด้านใน (Transconjunctival Approach) สำหรับเคสที่ไม่ต้องการตัดหนังส่วนเกิน หรือผ่านแผลด้านนอกใต้ตาขอบตาลงมา 2 มิลลิเมตร สำหรับเคสที่ต้องการตัดหนังตาส่วนเกินและริ้วรอยย่นใต้ตาร่วมด้วย หรือ เคสที่ต้องการแก้ไขร่องแก้ม / ดึงหน้าส่วนกลางในแนวดิ่ง (Vertical direction midface lifting) ร่วมด้วย
ขั้นตอนการผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตา
- แพทย์จะประเมินและ Marking และพิจารณาว่าถุงไขมันถุงไหนที่เยอะเกิน อาจพิจารณาตัดออกบางส่วนจะย้ายถุงไหนและย้ายลงมาวางร่องใต้ตาตรงไหน ใกล้แค่ไหนจากขอบตา และ Marking จุดอันตรายที่อาจจะถูกบาดเจ็บต่อเส้นประสาทและเส้นเลือดสำคัญขณะผ่าตัด เพื่อให้แพทย์ระมัดระวังจุดนั้นเป็นพิเศษ แพทย์จะย้ายถุงไขมันใต้ตาลงมา กระดูกขอบตาล่างที่ยุบตัว หรือบริเวณร่องใต้ตาที่โบ๋ลึก ที่ Mask ไว้แล้ว แล้ว Fix ให้อยู่กับที่
- ระยะเวลาผ่าตัด 2 – 3 ชั่วโมง ด้วยยาชาเฉพาะที่ (local anesthetic ) ขึ้นอยู่กับว่าจะทำแผลใน หรือแผลนอก และแก้ไขส่วนอื่นร่วมด้วยหรือไม่ เช่น
- + ผ่าตัดร่วมกับตัดหนังส่วนเกิน
- + ผ่าตัดร่วมกับดึงร่องแก้ม / หนังส่วนกลาง
- + ผ่าตัดร่วมกับแก้ไขตาแหก ตาปลือ จากการผ่าตัดในอดีต หรือคนไข้มีภาวะหย่อนยานของขอบตาล่างมาก
- + ผ่าตัดร่วมกับเติมไขมัน บริเวณใต้ตา โหนกแก้มและร่องแก้ม
- แพทย์จะนัดติดตามอาการหลังผ่าตัดในวันที่ 5 , 7 , 14 และ 30 วัน โดยจะตรวจและติดตามอาการที่คลินิก
- ในเคสที่เลือก Fix ถุงไขมันที่ย้ายผ่านแผลด้านนอก (External Fixation) จะนัดตัดไหมออกในวันที่ 5 หรือ 7 วัน ตามดุลพินิจของแพทย์
- หลังผ่าตัดงดใส่ contact lens อย่างน้อย 1 เดือน และงดออกกำลังกายหนัก 1 เดือน เพื่อให้แผลผ่าตัดฟื้นตัวดีที่สุด
กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่มีปัญหาทั้งกลุ่มที่ 1 และ 2 ร่วมกัน
กลุ่มที่ 3 คือ กลุ่มที่มีปัญหาทั้งกลุ่มที่ 1 และ 2 ร่วมกัน โดยในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะมีลักษณะของถุงใต้ตา คือ
- คนมีถุงไขมันใต้ตาที่มีขนาดใหญ่มากเกินไป
- บริเวณของใต้ตาเป็นร่องลึกด้วย แพทย์จะพิจารณาแก้ไขด้วยเทคนิคการผ่าตัดทั้ง 2 แบบในการผ่าตัดเดียวกัน คือ การผ่าตัดเอาถุงไขมันออกบางส่วน (Partial eye bag removal), ผ่าตัดจัดเรียงย้ายไขมันบางส่วน เพื่อให้ได้ผลการผ่าตัดที่ดีที่สุด
จากข้อมูลที่หมอกล่าวมาทั้งหมด จะเห็นว่าผู้ที่สนใจแก้ไขถุงใต้ตา ควรปรึกษาแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมถุงใต้ตาก่อนทุกครั้ง เพื่อตรวจประเมินปัญหาถุงใต้ตาของท่านอย่างละเอียด แล้วจึงเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสม ปลอดภัย และไม่เกิดภาวะแทรกซ่อนหลังผ่าตัดนะครับ
มีคำถามเกี่ยวกับ "ศัลยกรรมผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตา" อยู่ใช่ไหม ?
สำหรับใครที่สนใจปรึกษาศัลยกรรมผ่าตัดแก้ไขถุงใต้ตากับอาจารย์หมอกร อาจารย์หมอมิ้ว อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม และประเมินราคาเบื้องต้นด้วยตนเอง หรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมกับที่ปรึกษาด้านความงามของดร.กร เอสเทติค คลินิก ได้ที่ไลน์ @dr.gornaesthetique มีแพทย์ช่วยประเมินออนไลน์ได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย!
พร้อมให้บริการแล้วทั้ง 4 สาขา ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร น่าน พิษณุโลก หรืออุตรดิตถ์ ดูแลโดยทีมแพทย์ผู้ชำนาญการด้านศัลยกรรมตกแต่งใบหน้า ที่มีประสบการณ์มากกว่า 24 ปี
นพ.สุวิน สมเงิน (หมอกร)
แพทย์เฉพาะทางอนุสาขา ศัลยศาสตร์ตกแต่งและเสริมสร้างใบหน้า (Facial Plastic and Reconstructive Surgery)
พญ.ฐิติพร ตรีบุพชาติสกุล (หมอมิ้ล)
แพทย์เฉพาะทางสาขา จักษุวิทยา (Ophthalmology) ทางด้านศัลยกรรมจักษุตกแต่งและเสริมสร้างรอบดวงตา