เลือกอ่านหัวข้อที่สนใจ

ปัญหาคิ้วตก

หน้าผากย่น คิ้วตก แนวไรผมร่น หางตาตก มักจะมาพร้อม ๆ กันเสมอ เป็นการเปลี่ยนแปลงของใบหน้าส่วนบน (Upper Face) ที่บ่งบอกถึงสังขารที่ร่วงโรยจากอายุที่มากขึ้นอย่างหนึ่ง (Aging Face) การผ่าตัดดึงคิ้ว(Brow Lift) จึงทำให้เราแลดูอ่อนวัยขึ้นและยังช่วยยกหนังส่วนเกินของหนังตาบนขึ้น (Lateral Hooding) ทำให้เรามองเห็นตา 2 ชั้นอย่างเป็นธรรมชาติ

เวลาหัวคิ้วตก (Medial Brow Ptosis)

จะทำให้เราแลดูเหมือนคนกำลังโกรธ ไม่พอใจใครอยู่หรือดุใครอยู่  ทั้ง ๆ ที่อุปนิสัยใจคอเราไม่ได้เป็นคนแบบนั้น

เวลาหางคิ้วตก (Lateral Brow Ptosis or Lateral Hooding)

ส่วนใหญ่หางคิ้วมักตกลงเร็วกว่าหัวคิ้ว

  • ทำให้แลดูเป็นคนเศร้าหมอง เหนื่อยล้า ไม่มีพลังในชีวิต (Sad Looking)
  • ทำให้หนังตาบนตกลงมาตามคิ้วจนปิดบังชั้นตาจนมองไม่เห็นตา 2 ชั้นเดิม (Loss Double Fold) หรือ
    ถ้าคิ้วตกไม่เท่ากันก็จะทำให้ชั้นตา 2 ข้างไม่เท่ากันด้วย (Asymmetric Double Fold)
  • ถ้าตกลงมามาก ๆ บางครั้งก็บังลานตาทำให้มีอุปสรรคต่อการมองเห็น (Visual Field Defect)

คิ้วตกยังทำให้เกิดอาการปวดศีรษะบ่อย ๆ ได้   เนื่องจากกล้ามเนื้อหน้าผากคอยหดตัวเกรงเพื่อดึงคิ้วไว้ตลอดเวลา    ระยะยาวส่งผลให้เกิดรอยย่นร่องลึกหน้าผากแนวขวางได้ (Deep Static Horizontal Forehead Furrow)  แต่ตำแหน่งและรูปทรงของคิ้ว   ทำให้การป้องกันและการแก้ไขคิ้วตกจึงมีความสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของแต่ละคนในสังคมมากน้อยต่างกัน   ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของคิ้วที่ตกลงมา (Severity of Brow Ptosis) ความเชื่อในเรื่องของโหงวเฮ้งและผลกระทบของภาวะคิ้วตกที่มีผลในแต่ละคน    ผู้หญิงที่คิ้วตกลงมามาก (Loss of Femininity) หรือ ผู้หญิงที่มีคิ้วเตี้ยก็จะแลดูเป็นผู้ชายมากขึ้น   ลุคที่ดูอ่อนหวานก็จะหายไป

กายวิภาคของคิ้ว (Anatomy of Eyebrow)

ก่อนอื่น เรามารู้จักกันก่อนนะครับว่า

  • คิ้วตรงไหนที่มองว่าสวยและแลดูอ่อนวัย
  • คิ้วผู้ชายและผู้หญิงต่างกันอย่างไร
  • อะไรบ้างที่มีอิทธิพลต่อตำแหน่งของคิ้วของเรา

เราจะได้ดูแลและแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมอย่างไรละครับ

คิ้วปกติในผู้ชายและผู้หญิงจะต่างกันอย่างไร ?

ก่อนอื่น เรามารู้จักกันก่อนนะครับว่า

  • คิ้วตรงไหนที่มองว่าสวยและแลดูอ่อนวัย
  • คิ้วผู้ชายและผู้หญิงต่างกันอย่างไร
  • อะไรบ้างที่มีอิทธิพลต่อตำแหน่งของคิ้วของเรา

เราจะได้ดูแลและแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมอย่างไรละครับ

ผู้ชาย

คิ้วจะวางในแนวนอน ไม่โก่ง และอยู่ในระดับแนวเดียวกันกับแนวกระดูกขอบบนของเบ้าตา(Superior Orbital Rim) ขนาดของคิ้ว(ความเข้มคิ้ว) มักจะไกล้เคียงกันตลอดแนว

ผู้หญิง

ส่วนใหญ่จะวางเป็นรูปโค้งเป็นรูปทรงต่าง ๆ ตามสมัยนิยมและวางอยู่ในแนวที่เหนือจากขอบของเบ้าตาด้านบน ส่วนขนาดของคิ้วมักจะใหญ่ด้านหัวคิ้ว(Medial Eyebrow)แล้วจะเรียวเล็กลงทางด้านหางคิ้ว (Lateral Eyebrow) จุดสูงสุดของคิ้ว มักจะอยู่ในแนวต่อระหว่าง 2/3 ของคิ้วด้านในกับ 1/3 ของคิ้วด้านนอก

ปัญหาคิ้วตก

ขนาดและสัดส่วนของคิ้วในผู้หญิงถ้าเทียบกับตา เบ้าตาและชั้นตา

  • หัวคิ้ว จะอยู่ในตำแหน่งเตี้ยกว่าหางคิ้วเล็กน้อย
  • หัวคิ้ว จะอยู่ในแนวตรงกับหัวตา(Medial Canthus)
  • หางคิ้ว จะเรียวเล็กลงและสิ้นสุดบริเวณแนวเดียวกันกับเบ้าตาด้านข้าง (Lateral Orbital Rim)

ระยะจากขอบล่างของคิ้วลงมาชั้นตา (Eyelid) มีสัดส่วนเป็น 2 ใน 3 ของระยะจากขอบล่างของคิ้วลงมาถึงขอบตาบน   และระยะของชั้นตาที่เราเห็นลงมาถึงขอบของตาบน มีสัดส่วนเป็น 1 ใน 3 (Eyelid)

ปัจจัยที่มีผลและควบคุมตำแหน่งคิ้วของคนเรา (Eyebrow Position Controlling Factor)

กล้ามเนื้อบริเวณหน้าผาก (Frontalis Muscle)

มี 2 มัด ๆ ละฝั่ง   ทำหน้าที่ดึงคิ้วขึ้น (Brow Elevation) และควบคุมแนวไรผม (Hairline Control) จะดึงคิ้วมากขึ้นเวลาเราเลิกคิ้ว , ตกใจหรือหนังตาบนมีปัญหา (กล้ามเนื้อยกหนังตาทำงานได้น้อยลง (Blepharoptosis)   ถ้าปัญหาดังกล่าวไม่ได้รับการแก้ไขหรือทำพฤติกรรมดังกล่าวซ้ำ ๆ บ่อย ๆ จนกลายเป็นนิสัย   จะทำให้เกิดริ้วรอยย่นแนวขวางบริเวณหน้าผาก (Horizontal Forehead Line) 

กล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตา (Periocular Muscles)

ด้านหัวคิ้ว จะมีกล้ามเนื้อ 4 มัด คือ

  • Corrugator Supercilii
  • Depressor Supercilii
  • Orbicularis Oculi (Medial Part)
  • Procerus

กล้ามเนื้อทั้งหมด 4 มัดนี้ บางครั้งเราเรียกว่า “ Glabella Complexs ”   เนื่องจากตำแหน่งอยู่บริเวณระหว่างคิ้ว   เวลากล้ามเนื้อเหล่านี้ หดตัวเกร็ง เช่น เวลาเราเครียด , ขี้สงสัย , จ้องหรือเพ่งสายตา  เวลามันหดตัวเกรง  ก็จะดึงหัวคิ้วลงมาต่ำ   เหมือนหัวคิ้วตกลงมาทำให้แลดูเครียด ดุและเหมือนกำลังคิดมากอยู่

ด้านหางคิ้ว จะมีกล้ามเนื้อ Orbicularis Oculi ส่วน Lateral Part เวลามีการหดตัว (เวลาเราเครียด , จ้องหรือเพ่งสายตา , หัวเราะหรือยิ้ม) มันจะดึงให้หางคิ้วตกลงมา

 

ความโหนกนูนของกระดูกขอบตาด้านบน (Superior Orbital Rim)

ซึ่งทำหน้าที่เหมือนฐานรองรับคิ้ว   ปกติด้านข้างหรือหางคิ้วกระดูกจะแบนราบกว่าหัวคิ้ว   ดังนั้นหางคิ้วจึงตกลงเร็วกว่าหัวคิ้ว   ในกรณีที่เราอายุมากขึ้น  จะมีการกร่อนของกระดูก(Osteoporosis)   บริเวณฐานรองคิ้วก็จะแบนราบขึ้นลง     จึงส่งเสริมให้คิ้วตกลงมาเร็วขึ้น

ตัวยึดหรือ Facial Ligament

ซึ่งทำหน้าที่ยึดคิ้วกับผิวหนังด้านบน , ผิวหนังบริเวณขมับ (Temporal Area) , ผิวหนังบริเวณหน้าผาก (Frontal Area) ให้ติดแน่นกับเนื้อเยื่อชั้นลึกลงไปจนถึงเยื่อหุ้มกระดูก   ถ้าหากมีการหย่อนยาน (Loosing) ของตัวยึด (Facial ligament) เหล่านี้จากอายุที่มากขึ้น ก็จะทำให้คิ้วตกลงมาตามแรงโน้มถ่วงของโลก (Gravity Force)

การป้องกันไม่ให้คิ้วตกหรือตกช้าที่สุด

ในความเป็นจริงแล้ว  เราไม่สามารถป้องกันคิ้วตกได้ 100 %   เนื่องจากเราไม่สามารถห้ามไม่ได้เกิดความเสื่อมของสังขารตามอายุ  ตัวยึดคิ้ว(Facial Ligament) และกระดูกฐานรองคิ้ว(Eye Bone)ได้   แต่เราพอที่จะชะลอหรือป้องกันไม่ให้คิ้วของเราตกเร็วเกินไปได้ ดังนี้

  1. ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข ไม่เครียดบ่อยหรือนานจนเกินไป    หาเวลาพักผ่อนบ้าง  เนื่องจากถ้าเราเครียดมากจะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตาหดเกร็งบ่อยและนานเกินไป   ซึ่งจะดึงคิ้วให้ต่ำลงมา(Brow Ptosis)   แถมยังทำให้เกิดริ้วรอย ร่องลึกมากขึ้นด้วย เช่น บริเวณหน้าผาก , ตีนกาและรอยขมวดคิ้ว เป็นต้น
  2. รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพเป็นประจำ
  3. พักผ่อนให้เพียงพอต่อการซ่อมแซมส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย
  4. ฉีดโบท็อกซ์ (Botox) เพื่อทำให้กล้ามเนื้อบริเวณรอบดวงตา(Periocular Muscle) ผ่อนคลาย ไม่เกร็งตัวมากเกินไปอย่างน้อยปีละ 1-2 ครั้ง   แต่อาจระวังและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเสมอก่อนพิจารณาฉีด
    โบท็อกซ์   สำหรับลดริ้วรอยบริเวณหน้าผาก (Horizontal Forehead Line) โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาคิ้วต่ำหรือคิ้วตกอยู่แล้ว(Brow Ptosis)     และคนที่มีปัญหาภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาบนอ่อนแรง (Blepharoptosis)   เพราะการฉีดโบท็อกซ์บริเวณหน้าผากอาจทำให้แนวไรผมร่นขึ้นและดูหัวเถิกและคิ้วตกลงมาต่ำกว่าเดิมมากขึ้น   ส่วนคนที่มีภาวะกล้ามเนื้อยกหนังตาบนอ่อนแรง    การฉีดโบท็อกซ์ก็อาจจะทำให้อาการแย่ลงกว่าเดิม

การแก้ไขคิ้วตกทำอย่างไร ?

ควรศึกษาและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญก่อนตัดสินใจ   เนื่องจากแต่ละวิธี แต่ละเทคนิคของการดึงคิ้ว(Brow Lift) จะมีความเหมาะสมกับความรุนแรงของคิ้วที่ตกลง  โครงสร้าง  รูปทรงของคิ้วและสภาวะของหนังตาบนในแต่ละบุคคล   และที่สำคัญแต่ละเทคนิค แต่ละวิธีก็จะมีข้อดี / ข้อเสียที่แตกต่างกันไป (Pros and Cons)   อยู่ที่แต่ละคนจะยอมรับข้อดี ข้อเสียดังกล่าวได้หรือไม่

  1. ในกรณีที่มีอายุน้อย หรือ คิ้วตกไม่มาก(Mild Brow Ptosis)
    ทางเลือกที่ง่ายแต่อาจได้ผลน้อยและผลการรักษาอยู่ได้ไม่นาน เช่น
    • ฉีดโบท็อกซ์ ในกรณีนี้ อาจจะยกคิ้วได้ประมาณ  2 มิลลิเมตร  และจะอยู่ได้นานแค่ไหน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น เทคนิคการฉีด , ปริมาณ Dose (Unit) ที่ใช้ เป็นต้น
    • ร้อยไหม จากประสบการณ์ ไม่ค่อยได้ผลและอยู่ไม่นาน
    • เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น HIFU , Laser , RF เป็นต้น  เพื่อกระตุ้นให้การการหดตัวของเนื้อเยื่อคอลลาเจนใต้ผิวหนังหรือเนื้อเยื่อ(Facial Ligament) ชั้นที่ลึกกว่านั้น   ผลจากการรักษาก็จะเห็นผลไม่มาก    ต้องทำซ้ำ ๆ และมีความเสี่ยงในการทำบริเวณที่เส้นประสาทสมองคู่ที่ 7 บางแขนงวิ่งผ่าน  (Frontal Branch of Facial Nerve)    โดยเฉพาะคนที่ผิวหนังบริเวณขมับและหน้าผากบางมาก ๆ
  2. ในกรณีที่มีอายุมาก หรือคิ้วตกมาก
     
    การผ่าตัดยกคิ้ว (Forehead Brow Lift Surgery) มีหลายเทคนิคและหลายวิธีมาก    ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เช่น
    • รอยย่นบริเวณหน้าผาก (Fore Skin Redundancy) มีมากน้อยแค่ไหน
    • รูปทรงของหน้าผาก (Frontal Bone Shape)
    • ความสูงของแนวไรผม (แนวผมเถิก) (Hairline Position)
    • ภาวะคิ้วสูงหรือต่ำไม่เท่ากัน (Asymmetric Brow Position)
    • ความต้องการในเรื่องของการทนทานว่า จะอยู่ได้นานแค่ไหน
    • ประวัติและวิธีการผ่าตัดตา 2 ชั้นหรือการผ่าตัดหนังตาบนหรือตาล่างมาก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร
    • การสักคิ้วที่ทำมาแล้ว สักแบบไหนมาและสักเผื่อยกคิ้วมาแล้วหรือเปล่า